ไชโย ! …ไชโย ! คณะครูของเราเปล่งเสียงแสดงความดีใจอย่างออกหน้าออกตาเมื่อผู้ประกาศ
บอกลำดับที่ 1 – 3 ของรางวัลนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนการสอนว่า “ลำดับที่ 3....... จากเขต 2............
จังหวัดหนองคาย.......... โรงเรียนบ้านใหม่........นวัตกรรมคือ “8 วิธีการแสนสนุก เป็นสุขกับการเขียน เพียรสู่การคิดวิเคราะห์” ทำให้คณะครูและนักเรียนหัวใจพองโตคับอกเชียวละ เอาล่ะค่ะต่อไปนี้ขอแนะนำให้รู้จักกับ
นวัตกรรมและโรงเรียนของเราค่ะ

   อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ดินแดนแห่งเมืองบั้งไฟพญานาค เป็นที่ตั้งของโรงเรียนบ้านใหม่
โรงเรียนขนาดเล็กๆ มีนักเรียนจากชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพียง 116 คน นักเรียนที่นี่พูดภาษาถิ่นลาวพวน ส่วนครูมี 7 คน แม้แต่ผู้บริหารก็ไม่ถูกรับการยกเว้นจากการสอน อันสืบเนื่องมาจากครูไม่ครบชั้นนั่นเอง โรงเรียนของเราอยู่ในชนบทติดชายแดนประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ปัญหาความไม่
พร้อมทุกด้านจึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาด้านเศรษฐกิจของครอบครัว จึงส่งผลต่อการเรียนรู้และคุณภาพด้าน
สติปัญญาของนักเรียน หรือแม้แต่อุปกรณ์เครื่องเขียนแบบเรียน หรือหนังสือก็ขาดตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โรงเรียนบ้านใหม่ได้รับการประเมินภายนอกจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและคุณภาพทางการศึกษา(สมศ.)ทำให้คณะครูตกใจมาก เจ็บและอายลึกๆ เมื่อผลปรากฎว่ามาตรฐานของผู้เรียนด้านการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียนของนักเรียนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีต้นเหตุคือผู้เรียนอ่านหนังสือน้อยไม่มีหนังสือและไม่ชอบอ่าน จึงส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ต่ำ ในหลายๆด้าน การไม่อ่านหนังสือนักเรียนก็จะขาดประสบการณ์ที่ดีขาดคลังคำและสรรพความรู้ในสมอง เพราะการอ่านเรื่องต่างๆเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน และหนังสือถือว่าเป็นสรรพความรู้ ความคิดที่ถูกรวบรวมไว้แล้ว จะเป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนสามารถนำมาประกอบการตัดสินใจในด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน

    ตามพระราบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด 4 มาตรา 24 ที่เป็นเหมือน
กฎมณเฑียรบาลซึ่งทุกโรงเรียนในประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามไม่ได้เลย และมีความสำคัญพอๆกับประชาชนต้องปฎิบัติตามกฎหมายอย่างไรก็อย่างนั้นล่ะ ทุกโรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาอย่างเสมอภาคและมีมาตรฐานอย่างเดียวกันทั้งประเทศ ดังนั้นคณะครูโรงเรียนบ้านใหม่ซึ่งนำโดยนายบุญเพ็ง วงษ์สิม ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงประชุมปรึกษาหารือกันกับคณะครู และตกลงกันว่า มอบหมายภาระที่หนักเหมือนเขาพระสุเมรุนี้ให้
นางสาวอัปสร สุวรรณรอด ครูวิชาการของโรงเรียนรับผิดชอบเป็นผู้นำคณะทำงานคณะครูยกย่องครูวิชาการผู้นี้ว่า “เก่าลายคราม และแก่จริงๆ”คณะของเราจึงรวมหัวกันคิดและจัดทำกิจกรรมย่อยๆ แล้วนำกิจกรรมทุกเรื่องให้คณะผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านซึ่งเป็นกัลยาณมิตรกับเราตรวจสอบและปรับปรุงลองฝึกก่อน และใช้ในปี 2547 ได้ช่วยกันตั้งชื่อให้เก๋ว่า “ 8 วิธีการแสนสนุก เป็นสุขกับการเขียน เพียรสู่การคิดวิเคราะห์” ใช้กับนักเรียน ป.5 เพียง
1 ชั้นก่อน ต่อมาในปี 2548 เราแก้ปัญหานักเรียนในช่วงชั้นที่ 2 จากชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง 6  

  

 “8 วิธีการแสนสนุก เป็นสุขกับการเขียน เพียรสู่การคิดวิเคราะห์” เป็นเครื่องมือที่ศึกษาค้นคว้าจากศาสตร์หลายแขนง อาทิ ศาสตร์ด้านการคิด จิตวิทยาการเรียนรู้ กฎแห่งการฝึก กฎแห่งการใช้ กฎแห่งความ
พึงพอใจ ส่วนศาสตร์การสอน เช่น การฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทย การเรียนแบบร่วมมือ การเรียนแบบผังความคิด การเรียนแบบโครงงาน และหลายๆศาสตร์ที่ไม่ได้กล่าวถึง เราพัฒนาสมองเด็กทั้งสองซีกไปพร้อมๆกัน ส่วนการฝึกปรือเป็นการติดอาวุธในสมองกับเด็ก ทำโดยให้เด็กฝึก กิจกรรมที่ 1 การอ่านหรรษา เราใช้นิทานเป็นสื่อล่อใจให้เด็กอ่านอย่างมีความสุขและเพลิดเพลิน มีกติกาว่า ต้องจับคู่อ่านให้เพื่อนฟัง ครูสังเกตและให้คะแนนตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เมื่อผ่านกิจกรรมนี้แล้วนักเรียนจะต้องปฏิบัติ กิจกรรมที่ 2 นำพาพูดสรุปความ นักเรียนอ่านแล้วมาสรุปเรื่องที่อ่านให้ครูฟังถ้าไม่ได้ตามเกณฑ์ต้อง
ฝึกใหม่ (ในกิจกรรมที่ 1 และ 2 ใช้เวลามาก) กิจกรรมที่ 3 รวมพลังเขียนผังมโนทัศน์ เป็นกิจกรรมที่ให้เด็กเขียนสรุปวิเคราะห์ สังเคราะห์ เรื่องที่อ่านในใบกิจกรรมที่ครูมอบหมายให้ กิจกรรมนี้ทำเป็นรายบุคคลหรือจับคู่ก็ได้เสร็จแล้วระบายสีให้สวยงาม ขอบอกก่อนค่ะว่าแรกๆทำในแบบที่ครูมอบหมายให้ครั้งต่อๆไปนักเรียน
ต่อยอดการทำงานคือทำนอกรูปแบบ มีเสรีภาพในด้านการจัดภาพรูปอื่นๆ พร้อมระบายสี เป็นการนำอาวุธหรือสรรพความรู้ในสมองมาใช้อย่างเต็มที่

กิจกรรมที่ 4 สรุปชัดเรื่องที่อ่าน นักเรียนสรุปเรื่องที่อ่านและเขียนลงในใบกิจกรรม กิจกรรมขั้นนี้ฝึกการวิเคราะห์ การสรุปความ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า บอกประโยชน์และ
ข้อคิดได้ ในกิจกรรมที่ 5 สราญแนวคิดสู่งานเขียนเชิง
สร้างสรรค์ นักเรียนจะสรรสร้างงานชิ้นใหม่ในกระดาษ
หน้าเดียวใช้ข้อคิดคติสอนใจ ที่ออกมาจากประสบการณ์จากการอ่านนิทาน หรือเรื่องอื่นๆมาเป็นหลัก แล้วบรรจงเขียนตามจินตนาการของตนเอง กิจกรรมนี้จะได้เรื่องใหม่นักเรียนจะเขียนเรื่องได้หลายๆเรื่องก็ได้ไม่มีข้อจำกัด เด็กได้กำไรด้านการสร้างองค์ความรู้ และงานสร้างสรรค์นะจ๊ะ...ขอบอก กิจกรรมที่ 6 ครบครันนิทาน 8 หน้า นักเรียนเขียนนิทานโดยใช้ข้อคิดคติสอนใจที่เป็นของตนเอง เขียนเรื่องและภาพในสมุด เล่มเล็ก
8 หน้า (ขอขยายความใช้กระดาษเอ 4 ทำค่ะ) เด็กเพลิดเพลินกับการวาดภาพและเขียนเรื่องเป็นงานใหม่ซิง...ซิง
กิจกรรมที่ 7 มีคุณค่าด้วยคำถาม 10 ข้อ กิจกรรมนี้ต้องยึดหนังสือหรือนิทานที่นักเรียนอ่าน ถ้าอ่านเรื่องใดตั้ง
คำถามและตอบคำถามในเรื่องนั้นๆ นักเรียนได้ฝึกการใช้คำถามที่หลากหลาย เช่น คำถามด้านความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้และการประเมินค่าด้วย ส่วนกิจกรรมที่ 8 เป็นกิจกรรมสุดท้าย ชื่อ เติมต่อด้วยการเขียนโครงงาน กิจกรรมนี้มิใช่นำนิทานมาเขียนโครงงานนะค่ะอย่าเข้าใจผิด....ขอชี้แจงให้ฟังว่า “เรื่องที่อยากรู้น่ะมีเรื่องใดบ้าง หรือรู้ไม่ถึงแก่น” ก็สามารถทำโครงงานศึกษาค้นคว้าปรึกษาครู และผู้รู้ทำรายงานเป็นรูปเล่ม หรือในกระดาษแผ่นเดียวก็ได้ เมื่อฝึกกิจกรรมทั้ง 8 แล้ว ทำการวัดผลข้อสอบ 30 ข้อ เป็นอันสิ้นสุดกระบวนการนะจ้ะ.....สิบอกไห่
จะกล่าวได้ว่ากิจกรรมทั้ง 8 นี้ เป็นการยกเอาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติทั้งเล่มมาอยู่ใน Model
ของเรา ถ้าจะกล่าวอย่างอหังการคงจะพูดว่า “บ้านใหม่ Model” หรือ “สพท.หนองคาย เขต 2 Model”
WOW !
  คณะครูของเรามีความศรัทธาและเชื่อมั่นว่านักเรียนสามารถพัฒนาได้ตามศักยภาพของเขานักเรียนฝึกจริง ปฏิบัติจริง มีผลการใช้เป็นที่ประจักษ์ว่า ปฏิบัติกิจกรรมได้คะแนนร้อยละ 95.48 เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์
ที่ตั้งไว้คือร้อยละ 85.00 ครูยิ้มแก้มแทบปริ...ถ้วนหน้า ยังส่งผลให้ครูเปลี่ยนบทบาท จากการเป็นผู้บอกความรู้มาเป็นผู้ชี้แนะ และจัดกิจกรรมเป็นพี่เลี้ยงของนักเรียน พูดและเขียนน้อยลง ส่วนนักเรียนนั้นได้ฝึกและปฏิบัติด้วยตัวของเขาเองได้กระทำทั้งในเวลาว่างและนำกลับไปทำที่บ้าน ทำให้ผู้ปกครองหลายคนมากระซิบกับครูว่า
“บางครั้งฉันก็ช่วยวาดภาพระบายสี บางครั้งฉันก็ช่วยบอกคำยากแก่ลูกค่ะ” คณะครูชื่นใจจริงๆที่การทำหนังสือเล่มเล็กและเขียนนิทานแบบหน้าเดียวและกิจกรรมอื่นๆ ทางฝ่ายผู้ปกครองก็ได้ทราบผลความก้าวหน้าการเรียนของลูกหลาน และเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนได้อย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนครูในเครือข่ายเดียวกันและต่าง สพท. ก็ขอใช้กิจกรรมของเราไปฝึกเด็กนักเรียนและขอความอนุเคราะห์ครูไปเป็นวิทยากรเพื่อช่วยฝึกในกิจกรรมค่ายของเขาด้วย

   แล้วท่านล่ะ......... มาร่วมกันพัฒนากับเราไหม เราขอเชิญชวนท่านได้เข้าศึกษารายละเอียดได้ที่ http://www.banmaiweb.com , e-mail : banmai_2479@hotmail.com หรือที่ หมายเลขโทรศัพท์ 042 – 430165 ขอเชิญชวนนำไปทดลองทำดูซิคะ พวกเราจะต้องพบกับความประหลาดใจ ที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ
ลูกศิษย์ตัวเล็กๆจากที่คิดไม่ได้ ให้รู้จักคิดและแก้ไขปัญหาได้อย่างลงตัว